วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

 
 

ประวัติวันคริสต์มาส


Christmas or Christmas Day is an annual holiday celebrated on December 25 that
commemorates the birth of Jesus of Nazareth. The date of commemoration is not known to be
Jesus' actual birthday, and may have initially been chosen to correspond with either a historical Roman
festival or the winter solstice. Christmas is central to the Christmas and holiday season, and in Christianity marks the beginning of the larger season of Christmastide, which lasts twelve days.

วันคริสต์มาสเป็นวันหยุดประจำปี ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซูซึ่งตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม โดยวันดังกล่าวอาจจะไม่ตรงกับวันเกิดจริงๆของพระเยซู แต่อาจจะเป็นวันที่ถูกเลือกเอาไว้เพื่อให้สอดคล้องกับเทศกาลโรมัน หรือสอดคล้องกับวันที่มีช่วงเวลากลางวันสั้นที่สุด (winter solstice)คริสต์มาสเป็นเทศกาลที่สำคัญ และมีการฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ในย่านของชาวคริสเตียนนั้นจะมีการจัดเทศกาลนี้ยาวนานถึง 12 วัน

Although traditionally a Christian holiday, Christmas is widely celebrated by many non-Christians, andsome of its popular celebratory customs have pre-Christian or secular themes and origins. Popular modern customsof the holiday include gift-giving, Christmas carols, an exchange of greeting cards, church celebrations, a special meal,and the display of various decorations; including Christmas trees, lights, and garlands, mistletoe, nativity scenes, and holly. In addition, Father Christmas (known as Santa Claus in North America and Ireland) is a popular mythological figure in many countries, associated with the bringing of gifts for children.

แม้ว่าวันคริสต์มาสจะเป็นเทศกาลของชาวคริสต์ แต่ในหมู่คนที่ไม่ใช่ชาวคริสต์ก็มีการเฉลิมฉลอง
กันอย่างแพร่หลายเช่นกัน ซึ่งการเฉลิมฉลองนั้นมีทั้งแบบสมัยใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาเลยกับอีก
แบบหนึ่งคือแบบดั้งเดิม โดยประเพณีที่เป็นนิยมในสมัยใหม่นั้น ได้แก่ การมอบของขวัญ การแลกเปลี่ยนการ์ดอวยพร
การจัดงานเลี้ยงฉลองในโบสถ์ การรับประทานอาหารมื้อพิเศษ และการโชว์งานตกแต่งประดับประดาตามสถานที่ต่าง ๆด้วย ต้นคริสต์มาส ดวงไฟประดับ พวงดอกไม้ ต้นมิสเซิลโท การแสดงเกี่ยวกับวันประสูติของพระเยซู และต้นฮอลลี่
นอกจากนี้บิดาแห่งคริสต์มาส (หรือที่ชาวอเมริกาเหนือและไอร์แลนด์เรียกว่า ซานตาคลอส) ยังเป็นหนึ่งตำนานที่เป็น
ที่รู้จักกันว่าเป็นผู้นำของขวัญมามอบให้กับเด็ก ๆ

Because gift-giving and many other aspects of the Christmas festival involve heightened economic
activity among both Christians and non-Christians, the holiday has become a significant event and a key
sales period for retailers and businesses. The economic impact of Christmas is a factor that has grown
steadily over the past few centuries in many regions of the world.

 เนื่องจากการมอบของขวัญและการฉลองทั้งหลายนี้ ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจสูงมาก ทั้งในเมืองของชาวคริสเตียน 
และที่ไม่ใช่ชาวคริสเตียนเทศกาลคริสต์มาสจึงกลายเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการขายของสำหรับเหล่าพ่อค้าและนักธุรกิจการที่ระบบเศรษฐกิจได้รับการกระตุ้นจากเทศกาลนี้คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทั่วทุกพื้นที่ในช่วง 2-3 ศตวรรษที่ผ่านมานี้
 

ที่มาของคำว่า คริสต์มาส

.. ที่มาของคำว่า คริสต์มาส ..
The word Christmas originated as a compound meaning "Christ's Mass". It is derived from the Middle English Christemasse and Old English Cristes mæsse, a phrase first recorded in 1038. "Cristes" is from Greek Christos and "mæsse" is from Latin missa. In Greek, the letter (chi), is the first letter of Christ, and it, or the similar Roman letter X, has been used as an abbreviation for Christ since the mid-16th century. Hence, Xmas is often used as an abbreviation for Christmas.

 คำว่า คริสต์มาส มีที่มาจากคำประสม คำว่า “Christ's Mass” ซึ่งมีรากคำมาจากคำว่า Christemasse ของภาษาอังกฤษยุคกลาง และ คำว่า Cristes mæsse จากภาษาอังกฤษโบราณซึ่งมีการบันทึกคำดังกล่าวครั้งแรกไว้ในปี 1038

คำว่า Cristes มาจากพระเยซูคริสต์ของกรีก และคำว่า mæsse มาจากหนังสือสวดมนตร์ของชาวละติน ในภาษากรีกตัวอักษร X เป็นตัวอักษรแรกของคำว่า “Christ” ซึ่งคล้ายกับตัว X ในภาษาโรมัน จึงมีการใช้ X แทน Christ ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 16 ดังนั้นจึงนิยมใช้
คำว่า Xmas แทน Christmas
 

ประวัติคริสต์มาส


For many centuries, Christian writers accepted that Christmas was the actual date
on which Jesus was born. However, in the early eighteenth century, scholars began proposing
alternative explanations. Isaac Newton argued that the date of Christmas was selected to correspond
with the winter solstice, which in ancient times was marked on December 25. In 1743,
German Protestant Paul Ernst Jablonski argued Christmas was placed on December 25 to correspond
with the Roman solar holiday Dies Natalis Solis Invicti and was therefore a "paganization" that
debased the true church. In 1889, Louis Duchesne suggested that the date of Christmas was
calculated as nine months after the Annunciation (March 25), the traditional date of the Incarnation.

เป็นเวลาหลายศตวรรษที่นักเขียนชาวคริสเตียนยอมรับว่าวันคริสต์มาสนั้นตรงกับวันประสูติของพระเยซู
อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ก็เริ่มมีนักวิชาการนำเสนอคำอธิบายเพิ่มเติม ไอแซค นิวตัน
ให้ความเห็นว่าวันคริสต์มาสนั้นถูกเลือกขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับช่วง วันที่มีกลางวันสั้นที่สุด (winter solstice)
ซึ่งในอดีตได้กำหนดไว้ให้ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม

ปี 1743 Paul Ernst Jablonski ชาวเยอรมันที่นับถือคริสต์นิกายโปแตสแตนซ์ ให้ความเห็นว่าวัน
คริสต์มาสนั้นระบุให้ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม เพื่อให้สอดคล้องกับวันหยุด Roman Solar Holiday Dies Natalis Solis Invicti และโดยเหตุการณ์นั้น พวกนอกรีตได้ทำให้โบสถ์ดูไม่น่าเลื่อมใส และหมดความศรัทธา

ปี 1889 Louis Duchesne กล่าวว่าวันคริสต์มาสถูกคำนวณจากวัน Annunciation ไปอีก 9 เดือน วัน Annunciation ตรงกับวันที่ 25 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่ระลึกถึงการกลับชาติมาเกิดของนางฟ้ากาเบรียล ซึ่งจุติเป็นพระแม่มารี ซึ่งตามประเพณีแล้วถือว่าเป็นวันแห่งการลงมาจุติยังโลกมนุษย์
 

Pre-Christian background

 
Dies Natalis Solis Invicti means "the birthday of the unconquered Sun." The use of the title Sol Invictus allowed several solar deities to be worshipped collectively, including Elah-Gabal,
a Syrian sun god; Sol, the god of Emperor Aurelian; and Mithras, a soldiers' god of Persian origin. Emperor Elagabalus (218–222) introduced the festival, and it reached the height of
its popularity under Aurelian, who promoted it as an empire-wide holiday. This day had held no significance in the Roman festive calendar until it was introduced in the third century.

Dies Natalis Solis Invicti หมายความว่า “วันเกิดของเทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์ 
ผู้ที่ไม่มีใครเอาชนะได้” การใช้คำนำหน้า Sol Invictus จะอนุญาตให้ใช้กับเทพแห่งดวงอาทิตย์ที่ได้รับการให้ความเคารพในชนหมู่มาก ได้แก่ Elah-Gabal, เทพแห่งดวงอาทิตย์ของชาวซีเรีย Sol เทพซึ่งเป็นจักรพรรดิของชาว Aurelian และ Mithras องครักษ์เทพของชาวเปอร์เซียพื้นเมือง จักรพรรดิ Elagabalus (ปี 218-222) เป็นผู้นำเอาประเพณีนี้เข้ามา ซึ่งได้รับความนิยมมากในหมู่ชาว Aurelian ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นวันหยุดประจำราชอาณาจักร แต่เทศกาลนี้ก็ไม่ได้รับการระบุลงในปฏิทินเทศกาลของโรมัน จนกระทั่งศตวรรษที่ 3

Dies Natalis Solis Invicti

The festival was placed on the date of the solstice because this was on this day that the Sun reversed its southward retreat and proved itself to be "unconquered."Several early Christian writers connected the rebirth of the sun to the birth of Jesus. "O, how wonderfully acted Providence that on that day on which that Sun was born...Christ should be born", Cyprian wrote. John Chrysostom also commented on the connection: "They call it the 'Birthday of the Unconquered'. Who indeed is so unconquered as Our Lord . . .?"

เทศกาลนี้ถูกระบุลงในวันที่กลางวันสั้นที่สุด เพราะเป็นวันที่ดวงอาทิตย์หมุนกลับไปทางใต้เพื่อจะพิสูจน์ถึงการ "ไม่อาจเอาชนะได้" ซึ่งนักเขียนชาวคริสเตียนหลายคนได้เชื่อมเอาการกลับมาของดวงอาทิตย์ไปโยงกับการประสูติขององค์พระเยซู Cyprian ได้เขียนเอาไว้ว่า “การกำเนิดของดวงอาทิตย์ช่างงดงาม....พระเยซูคริสต์เองก็ควรประสูติในวันเช่นนี้” John Chrysostom เองก็ได้เขียนเอาไว้เช่นกันว่า “พวกเขาเรียกวันนั้นว่า วันเกิดของผู้ที่ไม่มีใครเอาชนะได้ แล้วใครกันที่จะไม่มีวันพ่าย หากไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้า”

เทศกาลฤดูหนาว

 
A winter festival was the most popular festival of the year inmany cultures. Reasons included the fact that less agricultural workneeds to be done during the winter, as well as an expectation of better weather as spring approached. Modern Christmas customs include: gift-giving and merrymaking from Roman Saturnalia; greenery, lights, and charity from the Roman New Year; and Yule logs and various foods from Germanic feasts. Pagan Scandinavia celebrated a winter festival called Yule, held in the late December to early January period. As Northern Europe was the last part to Christianize, its pagan traditions had a major influence on Christmas. Scandinavians still call Christmas Jul. In English, the word Yule is synonymous with Christmas, a usage first recorded in 900.
เทศกาลฤดูหนาวคือเทศกาลที่ประชาชนให้ความนิยมสูงสุดกันมาช้านานในหลายประเทศด้วยเหตุผลหลายประการ รวมถึงงานด้านเกษตรกรรมมีไม่มากนักในช่วงฤดูหนาวและเพราะการตั้งความหวังว่าสภาพอากาศจะดีขึ้นเมื่อฤดูใบไม้ผลิแวะเวียนมาถึงกิจกรรมของคริสต์มาสสมัยใหม่นั้น ประกอบด้วย การมอบของขวัญ การเฉลิมฉลองเพื่อบูชาเทพเจ้าของชาวโรมันการประดับสถานที่ด้วยพืชพันธุ์สีเขียวและแสงไฟ รวมถึงงานการกุศลในวันปีใหม่ของชาวโรมันการก่อกองไฟจากท่อนไม้ขนาดใหญ่ และสำหรับชาวเยอรมันจะมีการเลี้ยงฉลองด้วยอากหารหลากชนิดปฏิทินของชาวเพเกน สแกนดิเนียเวีย ฉลองเทศกาลฤดูหนาวโดยใช้ชื่อว่า ยูล ซึ่งจะจัดขึ้นในปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม เนื่องจากทางตอนเหนือของยุโรปเป็นพื้นที่ท้ายๆที่นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งวัฒนธรรมเพเกนเองก็ได้รับอิทธิพลมาจากวันคริสต์มาสชาวสแกนดิเนเวียนยังคงเรียกวันคริสต์มาสว่า คริสต์มาส จูล ในภาษาอังกฤษคำว่ายูลนั้นมีความหมายเหมือนกับคำว่าคริสต์มาส ซึ่งมีการบันทึกการใช้ครั้งแรกในปี 900

จุดเริ่มต้นของเทศกาล

 
An early reference to the date of the nativity as December 25 is found in the Chronography of 354, an illuminated manuscript compiled in Rome in 354. In the East, early Christians celebrated the birth of Christ as part of Epiphany (January 6), although this festival emphasized celebration of the baptism of Jesus.

Christmas was promoted in the Christian East as part of the revival of Catholicism following the death of the pro-Arian Emperor Valens at the Battle of Adrianople in 378. The feast was introduced to Constantinople in 379, and to Antioch in about 380. The feast disappeared after Gregory of Nazianzus resigned as bishop in 381, 
although it was reintroduced by John Chrysostom in about 400.
จุดเริ่มต้นของเทศกาล

มีการค้นพบเอกสารที่อ้างอิงว่าพระเยซูประสูติในวันที่ 25 ธันวาคม ใน the Chronography of 354 ซึ่งเป็นต้นฉบับที่รวบรวมไว้ในกรุงโรมเมื่อปี 354 ชาวคริสต์ทางตะวันออกจะถือเอาการเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซูเป็น ส่วนหนึ่งของวัน Epiphany (6 มกราคม) แม้ว่าวัน Epiphany นี้ จะเน้นที่พิธีกรรมการล้างบาปก็ตาม

เทศกาลคริสต์มาสเป็นที่รู้จักของชาวคริสเตียนตะวันออกในส่วนของการฟื้นฟู ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกขึ้นมาใหม่ หลังจากการสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิ Arian Emperor Valens ที่สมรภูมิ Adrianople ในปี 378 การฉลองเริ่มเป็นที่รู้จักในเมือง Constantinople เมื่อปี 379 และเมือง Antioch ในปี 380 แล้วประเพณีการเฉลิมฉลองก็เลือนหายไปหลังจากที่ Gregory แห่ง Nazianzus ลาออกจากตำแหน่งบิช็อปในปี 381 และก็ถูก John Chrysostom นำกลับมาเผยแพร่อีกครั้งในช่วงปี 400

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557

10 เคล็ดลับง่ายๆ หายง่วงตอนอ่านหนังสือ


อย่างแรก คือปัจจัยภายใน หรือ ร่างกาย
       จะอ่านหนังสือให้ได้ดี ร่างกายเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ เพราะร่างกายที่ดี จะทำให้น้องๆมีสุขภาพจิตดี สมองที่ปลอดโปร่ง จะทำให้ร่างกายมีสภาพสมบูรณ์ ทำตามนี้เลย
 
  1. กินอาหารดี ไม่ไดเอ็ต
      ถ้าน้องๆ กินอะไรก็ได้ง่ายๆ อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพื่อรีบเข้าเรียน หรือไดเอตช่วงเดียวกับที่จะอ่านหนังสือเนี่ย,,, รู้รึเปล่า มันพังมาก!!! 
      น้องๆ ควรทานอาหารที่ให้สารอาหารและคุณประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะสมองและร่างกายคนเราต้องการสารอาหารมากกว่าที่มีในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป,,, อ10 เคล็ดลับง่ายๆ หายง่วงตอนอ่านหนังสือย่างเช่นโปรตีนและไขมันบางอย่าง ที่นอกจากจะทำให้น้องๆรู้สึกมีกำลังแล้ว และยังช่วยทำให้สมาธิและความจดจำดีขึ้น
      พี่เมษ์แนะนำว่าให้น้องๆลองหาข้าวกล้อง เมล็ดธัญพืช ถั่วบางชนิดหรืออาหารที่มีโพแทสเซียมและแมกนีเซียม ก็ช่วยบำรุงประสาทและช่วยให้สดชื่นได้ แล้วก็ยังมีพวกผัก ผลไม้ ที่จะทำให้น้องๆรู้สึกกระปรี้กระเปร่า อย่างผลไม้รสเปรี้ยว ผลไม้ที่มีวิตตามินซีสูง อย่าง ส้ม ฝรั่ง เลมอน ฯลฯ ผักผลไม้เหล่านี้จะทำให้น้องๆรู้สึกเฟรช เหนื่อยน้อยลง ลดความเครียดและความกังวลได้ดีเลยหละ
      อ่อ แต่อย่าลืม กินให้พอดีๆ ไม่มากไม่น้อยไป เพราะกินน้อยเกินไปนะคะ เดี๋ยวจะหิวแล้วพาลไม่มีสมาธิ แต่ถ้ากินมากเกินไป หนังท้องตึงหนังตาก็หย่อนอีกนะจ๊ะ
  1. ออกกำลังกาย
       การออกกำลังกายนอกจากทำให้สุขภาพของน้องๆ แข็งแรงแล้ว ตลอดเวลาที่ออกกำลังกาย เลือดของน้องก็จะสูบฉีดได้ดี และสูบฉีดออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้ดีเช่นเดียวกัน ทำให้สมองได้รับเลือดและออกซิเจนอย่างเต็มที่ สมองจึงปลอดโปร่ง มีความจำดีขึ้น
  1. พักผ่อนให้เพียงพอ / ไม่อดนอน
      การนอนไม่พอ เป็นสาเหตุใหญ่สาเหตุหนึ่งของการง่วงเลยแหละ พี่เมษ์แนะนำพยายามนอนให้ถูกเวลา เพราะร่างกายของเรามีเวลาที่เหมาะสมสำหรับการนอน นั่นก็คือช่วง  22.00 - 10 เคล็ดลับง่ายๆ หายง่วงตอนอ่านหนังสือ24.00 น.  เพื่อให้ร่างกายได้เตรียมเตรียมความพร้อม โดยร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน Melathonin ซึ่งเป็นสารที่ทำให้น้องๆรู้สึกอยากพักผ่อน หาว อยากนอน
      เมื่อเราหลับไปแล้ว ร่างกายของเราก็จะเริ่มซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เซลล์ต่างๆในร่างกาย จาก Growth hormones ที่หลั่งออกมา ซึ่งช่วงที่ Growth hormones หลั่งได้ดีที่สุดก็เวลา 02.00-04.00 น.ค่ะ ,, เมื่อร่างกายของน้องๆ ได้รับการซ่อมแซมและการพักผ่อนที่เพียงพอแล้ว จะทำให้น้องๆ รู้สึกตื่นตัว พร้อมสำหรับการทำความเข้าใจหนังสือที่อยากอ่านแล้วหละค่ะ
 
  1. ให้รางวัลตัวเองนอนตื่นสายบ้าง
       แน่นอนว่าทำอะไรด้วยความตั้งใจเยอะๆ มันก็มีเหนื่อยบ้าง ยิ่งถ้าน้องๆต้องตื่นมาไปโรงเรียน หรือไปเรียนพิเศษทุกเช้า มันก็มีแอบขี้เกียจกันบ้างใช่มั้ยละ 555 งั้นก็ให้รางวัลตัวเองสักหน่อยจะเป็นอะไรไป
      ลองอนุญาตให้ตัวเองได้ตื่นสายสักวันนึง แต่อย่าสายจนไปเรียนนะจ๊ะ ,,, เพราะการที่เราได้ทำตามใจตัวเองบ้าง ไม่ได้ทำให้เราขี้เกียจนะ แต่จะทำให้เรามีกำลังทำวันอื่นๆ ให้ดีมากขึ้นต่างหาก ^O^
 
  1. งีบหลับสัก 10 - 15 นาที
      ถ้าทำยังไงๆ ก็ยังง่วง พี่เมษ์แนะนำให้น้องๆ “นอน” ค่ะ แต่ไม่ได้ให้หลับแบบยาวนานนนะ อาจจะงีบหลับสัก 10 – 15 นาที เพื่อให้ร่างกายได้รีชาร์จสักหน่อย ให้สมองได้พักสักนิด พอตื่นขึ้นมาสมองก็จะปลอดโปร่ง ความจำดีขึ้น ที่สำคัญการที่น้องๆ ฝืนตัวไม่นอนทั้งที่ง่วงมากเนี่ย อาจจะทำให้น้องๆ เบลอ จำเนื้อหาสับสน งงไปเลยก็ได้นะ ดังนั้น ถ้าไมไหวก็งีบสักนิด ก่อนจะไปลุยกันต่อค่ะ

 
       เราอาจจะเตรียมความพร้อมในด้านร่างกายเต็มที่แล้ว แต่อาจจะยังรู้สึกว่า “พี่ค่ะ มันไม่พอ!!! ขอให้น้องๆดูปัจจัยต่อไป นั่นก็คือ ปัจจัยอย่างที่สอง ปัจจัยภายนอก หรือ “ตัวช่วย” พี่เมษ์มาแนะนำของกินแก้ง่วงสักนิด มีอะไรที่นิยมกินแก้ง่วงกันบ้างมาดูกันเลยดีกว่าค่ะ
 
1. การกินวิตามิน อาหารเสริม
      เป็นวัยรุ่นไม่ง่ายนะคะ เพราะต้องใช้ร่างกายซะหนัก นอนดึก อ่านหนังสือมหาโหด ข้อมูลที่อ่านก็เยอะแยะเต็มไปหมด จนร่างกายอ่อนล้า เพลีย สมองก็ล้า ,,, การกินอาหารเสริม หรือวิตามินเสริมเข้าไปก็เป็นอีกทางเลือกที่ก็น่าสนใจนะคะ เพราะต้องยอมรับว่าในแต่ละวันเราใช้ร่างกายเกินขีดจำกัดอยู่บ่อยๆ แถมบางทียัง10 เคล็ดลับง่ายๆ หายง่วงตอนอ่านหนังสือไม่สามารถเลือกทานอาหารไปบำรุงให้ร่างกายได้รับการซ่อมแซมได้ครบถ้วน ดังนั้น การเติมวิตามินหรืออาหารเสริม เพื่อทดแทนส่วนที่เราอาจจะไม่สามารถเติมเต็มได้จากการทานอาหารในแต่ละวันก็เป็นสิ่งที่ดีค่ะ ซึ่งก็มีวิตามิน และอาหารเสริมหลายชนิดที่เป็นที่นิยม เช่น วิตามินซี วิตามินบี โอเมก้า3 แป๊ะก๊วย ธาตุเหล็ก หรืออาหารเสริมอย่างโปรตีน แต่ถ้าน้องๆ จะเลือกทานวิตามิน หรืออาหารเสริมต้องเลือกสถานที่ซื้อ และปรึกษาเภสัชกรด้วยนะคะ จะได้ปลอดภัย ให้ประโยชน์ค่ะ
 
2. ลูกอม หมากฝรั่ง
      ทั้งลูกอมรสมินต์ เปปเปอร์มินท์ รสชาติสดชื่นๆ หรือลูกอมรสผลไม้เปรี้ยวๆ ลูกอมหวานๆ และหมากฝรั่งสาระพัดชนิด หลากหลายรสชาติเนี่ยแหละตัวช่วยที่ง่ายและหลายคนใช้กัน ง่วงปุ๊บ แกะปั๊บ เข้าปาก จะอม จะเคี้ยวก็ตามสะดวก เต็มที่ค่ะ เพราะความหวาน น้ำตาล รสชาติสดชื่นๆ หรือรสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ สามารถช่วยให้น้องๆ ตาสว่าง หายง่วงได้ผลนักแหละค่ะ เลือกตามที่ชอบกันได้เลยนะ
 
3. ดื่มน้ำ (มันเกี่ยวมาก!!)
      น้องๆรู้มั้ยค่ะ ว่าบางทีที่เราเพลีย ปวดหัว หรือเหนื่อยมากๆ เนี่ย ไม่ใช่เพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือได้รับสารอาหารไม่ครบที่ร่างกายต้องการนะ แต่ “น้ำ” เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญด้วย เพราะในร่างกายคนเราประกอบด้วยน้ำถึง 70% !!!
     10 เคล็ดลับง่ายๆ หายง่วงตอนอ่านหนังสือ อาการการขาดน้ำ หรือ Dehydration จะส่งผลต่อระบบการสูบฉีดของเลือด เพราะเลือดของน้องๆที่ทานน้ำน้อยจะข้นขึ้น ทำให้ร่างกายสูบฉีดเลือดลำบาก หัวใจทำงานหนัก สมองอาจจะได้รับเลือดไปเลี้ยงลำบากขึ้น ทำให้เกิดอาการปวดหัวไงละค่ะ แล้วยังทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่กระฉับกระเฉง แถมระบบในร่างกายอย่างปอด ไต ระบบการย่อยอาหาร ฯลฯ รวน ป่วยหนักได้เลยนะ ,,, > <
 
4. ขนมสาระพัดชนิด
       ไม่อยากง่วงต้องหาอะไรทำเพิ่มเติม ลองอ่านไปกินไปดูสิค่ะ เพลินดีนะ มารู้ตัวอีกที อุ๊ย อ่านจบละ (หรือขนมหมดหว่า ฮ่าๆๆๆ) แต่อยากจะเตือนว่า การทานขนมตอนอ่านหนังสือก็ดีอยู่หรอก ทำให้น้องเพลิดเพลิน อ่านได้เรื่อยๆ แต่ปัญหาคือ “ความอ้วน” ซี่งเป็นเอฟเฟคหลังกิน ถ้าไม่อยากอ้วน แนะนำให้หาขนมไขมันต่ำๆมาทาน ระวังเรื่องแคลอรี่ของขนมนิดนึงก็ช่วยให้เลี่ยงปัญหาโรคอ้วนที่จะตามมาได้แล้วค่ะ
 
5. เครื่องดื่มช่วยได้
       เป็นข้อที่ทุกคนกำลังลุ้นใช่มั้ยละ แน่นอนว่า ง๊วงง่วงแบบขนาดนี้ เครื่องดื่มแก้ง่วงที่นึกถึงคงหนีไม่พ้นเครื่องดื่มผสม คาเฟอีน ใช่มั้ยละ เพราะเป็นตัวเลือกแรกสำหรับคนที่อยากให้ร่างกายตื่น
       คาเฟอีกส่งผลต่อสมองโดยเข้าไปเจ้าสารคาเฟอีนที่ผสมในเครื่องดื่มเนี่ยจะเข้าไปกระตุ้นสมอง ทำให้น้องรู้สึกตื่นตัว  ไม่ง่วงนอน กระปรี้กระเปร่า ดูเหมือนจะดีมากๆเลยใช่มั้ยคะแต่ผลเสียก็มีนะ เพราะอาจจะทำให้น้องๆ นอนไม่หลับ หรือนอนได้น้อยลง แถมหลับแล้วก็อาจจะหลับไม่สนิท ถ้ากินเยอะๆ จะเกิดอาหารมือสั่น รู้สึกกังวล ชัก หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือการตอบสนองของร่างกายช้าลงก็ได้นะ > _<
       เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีกก็ได้แก่ กาแฟ ชา ช็อคโกแล็ต  โกโก้ น้ำอัดลมประเภทโคล่า  รวมทั้งเครื่องดื่มประเภทชูกำลัง ,,,ซึ่งน้องๆสามารถเลือกดื่มได้ แต่10 เคล็ดลับง่ายๆ หายง่วงตอนอ่านหนังสือต้องระมัดระวังด้วยนะคะ
       หรือถ้าน้องๆ ไม่ชอบกินเครื่องดื่มเหล่านั้น พี่เมษ์ก็มีทางเลือกให้อีกนะ น้องๆลองหาเครื่องดื่มรสชาติหวานๆ เปรี้ยวๆ มาดื่มค่ะ เช่น น้ำหวานเย็นๆ หรือ น้ำหวานผสมโซดาซ่าๆ หรืออาจจะมาแนวสุขภาพอย่างน้ำผัก น้ำผลไม้ น้ำสมุนไพรก็เวิร์คเลยนะ เพราะรสชาติหวานๆ เปรี้ยวๆ เย็นสดชื่น ซ่าสะใจที่มาจากเครื่องดื่มพวกนี้ทำให้น้องรู้สึกสดชื่นขึ้น สามารถอ่านหนังสือต่อได้แน่นอน แต่พี่เมษ์มีทริคจะบอกว่า อย่ากินน้ำหวานที่หวานมากๆ เพราะแทนที่จะสดชื่น อาจจะง่วงกว่าเดิม เพราะเครื่องดื่มรสหวาน หรือของหวานเกินไปนั้น “น้ำตาล” จะทำให้ง่วงนอนเพราะเข้าไปแย่งวินามินบีไปจากร่างกายของเรา ซึ่งการที่ร่างกายขาดแคลนวิตามินบีจะทำให้รู้สึกหมดแรง และรู้สึกง่วงนะ
       

ตะเกียบ! ฝึกสมองอย่างง่ายดาย หาได้จากในครัว!

ตะเกียบ! ฝึกสมองอย่างง่ายดาย หาได้จากในครัว!


ตะเกียบ! ฝึกสมองอย่างง่ายดาย หาได้จากในครัว!
Image: Hsing Wei,flicrk.com

          จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่า ตะเกียบ เครื่องครัวพื้นฐานในบ้านช่วยพัฒนาสมองได้ เพราะสมองของเราเชื่อมโยงกับเซลล์ประสาทที่อยู่บริเวณปลายนิ้วมือโดยตรง การที่เราใช้ตะเกียบคีบอาหารหรือสิ่งของเท่ากับเป็นการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาท อีกทั้งยังช่วยฝึกกล้ามเนื้อเล็ก (Fine Motor) ซึ่งเป็นที่ทราบกับว่ากล้ามเนื้อเล็กมือ มีผลต่อการหยิบจับสิ่งของเล็กๆ และช่วยให้สามารถทำงานละเอียดลออได้อย่างคล่องแคล่ว เช่น งานประดิษฐ์  การเล่นดนตรี (เครื่องดีด) ที่ใช้ความคล่องแคล่วของนิ้วมือ เป็นต้น 

 
ตะเกียบ! ฝึกสมองอย่างง่ายดาย หาได้จากในครัว!
Image: kodomut.com 
             ถ้าให้ฝึกฝนบริหารมือ อย่างเล่นทำอาหาร ที่มีตะเกียบคีบ เกมคีบถั่ว จะทำให้กระตุ้นการสร้างเซลล์สมองให้ทำงานเชื่อมโยงกันแต่ละจุด ส่งผลต่อการคิด ความจำ รวมถึงการมองเห็น และนอกจากนี้ ถ้าได้ฝึกใช้มือในข้างที่ไม่คุ้นเคย ใช้นิ้วและใช้มือทำงานละเอียด อย่างถักนิตติง ปั้นแป้งเป็นรูปต่างๆ พับกระดาษเล่น  หรือแม้แต่หมุนปากกาเล่น ก็ช่วยกระตุ้นเซลล์สมองได้เช่นกัน 
     

              นอกจากการใช้ตะเกียบจะฝึกการใช้กล้ามเนื้อเล็กที่ส่งผลต่อเซลล์สมองแล้ว ยังได้ฝึกการทำงานประสานกันระหว่างมือกับตาด้วยค่ะ อย่างเวลาเราใช้ตะเกียบ เราก็ต้องคิดก่อนคีบต้องกะประมาณขนาดชิ้นว่าเท่าใดถึงจะคีบติด ยิ่งถ้าเป็นของอะไรที่ลื่นๆ เล็กๆ ยิ่งต้องคิดว่าจะใช้ท่าไหนมุมใดในการคีบด้วยใช่ไหม

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ทะเลสาบมหัศจรรย์จากทั่วโลก

Five-Flower Lake – ทะเลสาบห้าสี – อุทยานจิ่วจ้ายโกว เมืองเฉินตู ประเทศจีน





                สะกดตาด้วยสีสัน “ทะเลสาบห้าสี” หรือ ทะเลสาปกระจก ตั้งอยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติธารสวรรค์จิ่วจ้ายโกว (หุบเขาชาวธิเบตเก้าหมู่บ้าน) ทางตอนเหนือของ มณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน อุทยานดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลก จากองค์การ UNESCO เมื่อปี ค.ศ. 1992 (พ.ศ.2535) และเป็นเขตสงวนชีวมณฑล หรือ World Biosphere Reserve เมื่อปี ค.ศ. 1997 (พ.ศ. 2540) ความงดงามแห่งสีสันของน้ำในทะเลสาบห้าสี เกิดจากแคลเซียม คาร์บอเนต และบรรดาพืชน้ำชนิดต่างๆ ที่เจริญเติบโตอยู่ในทะเลสาบ ทำปฏิกิริยากันจนส่งผลให้น้ำใสแจ๋วราวกับกระจก นักท่องเที่ยวจึงสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่ใต้น้ำได้อย่างชัดเจน บวกกับภาพทิวทัศน์ที่สวยงามเบื้องหน้าสะท้อนลงบนผิวน้ำจนเกิดเป็นความมหัศจรรย์แห่งสายตา

Spotted Lake - – ประเทศแคนาดา



        มองแวบแรกชวนให้นึกถึงผิวดวงจันทร์ แท้จริงแล้วคือ “สปอท เลค” ทะเลสาบย่านถนนไฮเวย์ เมืองโอซอยออส รัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา มีขนาดกว้างถึง 38 เอเคอร์ (96 ไร่) คนบางกลุ่มเรียกทะเลสาบแห่งนี้ตามภาษาพื้นเมืองว่า “Klikuk” “สปอท เลค” ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งใน ทะเลสาบ ที่มีแร่ธาตุนานาชนิด และบางชนิดเคยถูกนำมาใช้ผลิตเป็นลูกกระสุนในช่วง สงครามโลกครั้งที่ 1 มาแล้ว แม้กระทั่งโคลนและน้ำในทะเลสาบแห่งนี้ยังมีคุณสมบัติในการรักษาโรค เสียดายที่ ทะเลสาบ แห่งนี้อยู่ในที่ดินของเอกชน (ทางการพยายามติดต่อขอซื้อมาเป็นเวลากว่า 20 ปี เพื่อขึ้นทะเบียนให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ แต่ยังไม่สำเร็จ) นักท่องเที่ยวและผู้ที่จะมาชม “สปอท เลค” จึงทำได้แค่มองจากราวรั้วกั้นริมถนนเท่านั้น

ทะเลสาบบนปล่องภูเขาไฟเคลิมูตู บนเกาะฟลอเรส ประเทศอินโดนีเซีย




           “เคลิมูตู” คือ ภูเขาไฟ ที่ตั้งอยู่บน เกาะฟลอเรส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะซุนดาน้อย ใน ประเทศอินโดนีเซีย บริเวณปากปล่องเป็นที่ตั้งของ ทะเลสาบ 3 สี ได้แก่ ทะเลสาป Tiwu Ata Mbupu ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกและมีสีน้ำเงิน ส่วน ทะเลสาป ที่อยู่เคียงคู่กันทางทิศตะวันออก คือ ทะเลสาบ Tiwu Nuwa Muri Koo Fai ซึ่งมีสีเขียว และทะเลสาบ Tiwu Ata Polo ที่มีสีแดง ทะเลสาบสีน้ำเงิน

Boiling Lake – ทะเล(สาบ)เดือด – ประเทศโดมินิกา





             “Boiling Lake” ทะเลสาบสีน้ำเงินเทา ตั้งอยู่ในเขต วนอุทยานแห่งชาติ “Morne Trois Pitons National Park” ซึ่งเป็นหนึ่งใน มรดกโลก ที่ตั้งอยู่ใน ประเทศโดมินิกา (คนละประเทศกับโดมินิกัน) ทะเลสาบแห่งนี้เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (รองจากทะเลสาป Frying Pan Lake ของประเทศนิวซีแลนด์) มีความกว้างราว 60 เมตร ลึก 59 เมตร อุณหภูมิริมทะเลสาปอยู่ที่ประมาณ 82 – 91.5 องศาเซลเซียส แต่ยังไม่สามารถวัดอุณหภูมิใจกลางทะเลสาบที่กำลังเดือดได้ (ประมาณว่าร้อนปรอทระเบิด) ระดับน้ำภายในทะเลสาบมีการขึ้น-ลงตลอดเวลา และเคยแห้งเหือดหายไป เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2006 (พ.ศ. 2549) และกลับมาอยู่ในระดับปกติอีกครั้ง โดยที่ยังคงอยู่ในสภาพเดือดพลุ่งพล่านเหมือนเดิม การเดินทางมาชมความงามของทะเลสาบแห่งนี้ ต้องใช้วิธีดั้นด้นเพราะทำได้เพียงวิธีเดียวเท่านั้น คือ “การเดินเท้า” ผ่านบ่อกำมะถัน และไต่เขาที่มีลักษณะลาดชันเป็นระยะทางทั้งสิ้น 13 กม.

Laguna Colorada – ทะเลสาบลากูน่า โคโลราด้า หรือเรด ลากูน – ประเทศโบลิเวีย




         "ลากูน่า โคโลราด้า” ทะเลสาบสีแดง เป็นทะเลสาปน้ำเค็มและตื้น ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของโบลิเวียภายใน อุทยานแห่งชาติ Eduardo Avaroa Andean Fauna ใกล้กับพรมแดนของ ประเทศชิลีทะเลสาบแห่งนี้ประกอบด้วยสันดอนบอแรกซ์สีขาวสว่างที่เกิดขึ้นเองตาม ธรรมชาติ ตัดกับสีแดง ของน้ำในทะเลสาบที่เกิดจากตะกอนและสีของ สาหร่าย อันเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ของนกฟลามิงโก้หลายสายพันธุ์

Plitvice Lakes – ทะเลสาบพลิทวิเซ่ – ประเทศโครเอเชีย




                   ทะเลสาบพลิทวิเซ่ เป็นส่วนหนึ่งใน อุทยานแห่งชาติทะเลสาบพลิทวิเซ่ (Plitvice Lakes National Park)ประกอบด้วย ทะเลสาบ มากถึง 16 แห่ง ลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ และถูกกั้นออกจากกันโดยเขื่อนธรรมชาติซึ่งเกิดจากคราบหินปูนที่ทับถมกันจนเป็นชั้นหนา ในแต่ละปี มอส สาหร่าย และแบคทีเรีย จะแพร่ขยายเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เขื่อนกั้นทะเลสาบมีความสูงเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 1 ซม. ด้วยความอุดมสมบูรณ์ทะเลสาบแห่งนี้จึงเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่านานาชนิดราวๆ อาทิ หมีสีน้ำตาล นกอินทรี และนกชนิดอื่นๆ อีกราว 140 สายพันธุ์ องค์การ UNESCO จึงประกาศขึ้นทะเบียนอุทยานแห่งชาติทะเลสาปพลิทวิเซ่ ให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.1979 (พ.ศ. 2522)

Lake Titicaca – ทะเลสาบติติกากา – ประเทศโบลิเวียและเปรู


                 “ติติกากา ” ตั้งอยู่ระหว่างพรมแดนของประเทศ โบลิเวียและเปรู ถือเป็น ทะเลสาบ ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่าทะเลสาบใดๆ ในโลก (เหนือระดับน้ำทะเล 12,500 ฟุต) และมีขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกาใต้ (เมื่อพิจารณาตามปริมาณน้ำ) อีกด้วย แม้ว่าปริมาณน้ำอันมหาศาลในทะเลสาบแห่งนี้จะมาจากน้ำฝน ธารน้ำแข็งที่ละลาย แม่น้ำสายหลัก 5 สาย และลำธารขนาดเล็กอีก 20 แห่ง แต่ช่องทางในระบายน้ำออกจากทะเลสาบแห่งนี้มีเพียงทางเดียวคือ การไหลออกทาง แม่น้ำริโอ เดอซากัวเดโร แต่ก็ไหลออกได้เพียง 10 % ของปริมาณน้ำทั้งหมดที่ไหลเข้ามาในทะเลสาบเท่านั้น ส่วนกระแสน้ำไหลเข้าอีก 90 % ที่เหลือจะถูกสมดุลโดยธรรมชาติ ซึ่งก็คือการ “ระเหย” ออก โดยอาศัยกระแสลมที่พัดแรงและแสงแดดจัดเป็นตัวช่วย

Dead Sea – ทะเลสาบเดดซี – ประเทศจอร์แดนและอิสราเอล



               ทะเลสาบ “เดดซี” อยู่ระหว่าง จอร์แดนและอิสราเอล โดยอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในบรรดาทะเลทั้งหลาย สาเหตุที่เรียกว่า เดดซี เพราะทะเลสาปแห่งนี้ไม่มีทางออกสู่ทะเลแห่งอื่น เมื่อเวลาผ่านไปน้ำในทะเลสาบระเหยขึ้น แต่เกลือยังตกค้างอยู่ในบริเวณเดิมทำให้น้ำในทะเลสาบเดดซีมีความเค็มมากกว่า น้ำทะเลปกติถึง 8.6 เท่า จึงไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ทำให้ถูกตั้งชื่อว่า “เดดซี” หรือทะเลสาปมรณะนั่นเอง กล่าวกันว่า เกลือและโคลนดำจากทะเลสาบ เดดซี ซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุ มีคุณประโยชน์อย่างยิ่งทั้งทางด้านการรักษาโรคและเสริมความงาม จึงมีผู้นำมาใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ต่างๆ 
มากมาย

Pitch Lake – ทะเลสาบพิตช์ – สาธารณรัฐตรินิแดดและโตเบโก


         “ทะเลสาบพิตช์” อยู่ในเมือง La Brea ของ ตรีนิแดด ถือเป็น แหล่งยางมะตอย ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศ ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมความมหัศจรรย์ของทะเลสาบแห่งนี้ เกือบ 2 หมื่นคน นอกจากทัศนียภาพที่สวยงามแปลกตาแล้ว ทะเลสาปพิตช์ยังเป็นแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญของบริษัทผู้ส่งออกปูนซิเมนต์ และเป็นแหล่งของยางมะตอยที่นำมาใช้ในการราดผิวถนนทั้งในตรินิแดดและโตเบโก

Nakuru Lake – ทะเลสาบนากูรู – ประเทศเคนยา




         “นากูรู” เป็น ทะเลสาบ ใน อุทยานแห่งชาติทะเลสาบนากูรู ในเขต ริฟท์ วัลเล่ย์ หรือเขตที่ราบสูงและหุบเขาใจกลางประเทศ เคนย่า เนื่องจากน้ำในทะเลสาปแห่งนี้มีความ ลึกเพียงไม่กี่เมตร ทั้งยังเต็มไปด้วยแร่ธาตุและสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว จึงเป็นแหล่งอาหารอันโอชะของฝูงนกฟลามิงโก้สีชมพูจำนวนมหาศาล นอกจาก นกฟลามิงโก้ แล้ว บริเวณโดยรอบยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกชนิดต่างๆ อีกมากกว่า 400 สายพันธุ์ จึงถือเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลก